islamic calendar

RSS

Com-show

คุณรู้หรือไหม!! ไวรัสคอมพิวเตอร์คืออะไร

ไวรัสคอมพิวเตอร์ (Computer Virus) บางครั้งเราเรียกสั้นๆ ว่า ไวรัส เป็นชื่อเรียกโปรแกรมชนิดหนึ่ง ที่มีพฤติกรรมละม้ายคล้ายคลึงกับไวรัสที่เป็นเชื้อโรคจริงๆ ซึ่งมีความสามารถในการสำเนาตัวเอง เพื่อเข้าไปติดอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ได้ ทั้งยังสามารถแทรกเข้าไประบาดในระบบคอมพิวเตอร์อื่น ๆ โดยที่เจ้าของไม่ยินยอมได้อีกด้วย การแพร่ระบาดของไวรัสคอมพิวเตอร์ อาจเกิดจากการนำเอาแผ่นดิสก์หรือแฮนดี้ไดรฟ์ที่ติดไวรัสจากเครื่องหนึ่งไปใช้อีกเครื่องหนึ่ง หรืออาจผ่านระบบเครือข่ายหรือระบบสื่อสารข้อมูลไวรัสก็อาจแพร่ระบาดได้เช่นกัน

7 วิธีใช้คอมพิวเตอร์ แบบทำร้ายตัวเอง

            สำหรับ คนที่อยู่ดีไม่ว่าดี ชอบหาเรื่องแผลงๆ มาทดลอง com-saya ก็มีวิธีง่ายๆ มาสนองเจตนารมย์ วิธีเหล่านี้ง่ายมากสามารถทำได้โดยใช้คอมพิวเตอร์ธรรมดานี่แหละเป็นอุปกรณ์ แล้วก็ไม่เสียเวลามากด้วย เพราะเราสามารถบั่นทอนสุขภาพของตัวเองไปพร้อมๆ กับที่นั่งทำงานได้เลย เห็นมั้ยคับว่าสะดวกแค่ไหน ค่อยๆ ทำตามกันไปทีละข้อนะคับ

 วิธีที่ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ จอ
เพราะ ระยะห่างที่ปลอดภัยระหว่างดวงตาของเรากับจอคอมพิวเตอร์อยู่ที่ 20-24นิ้ว ดังนั้นถ้าเรายื่นหน้าเข้าไปให้ใกล้กว่านั้น ดวงตาเราก็จะได้รับทั้งรังสีปริมาณมาก และได้เพ่งจอใกล้ๆ ด้วย ผลที่จะได้ระยะสั้นคือปวดหัว ปวดตา ส่วนระยะยาวคืออาจจะเป็นต้อหินและตาบอดได้ในที่สุดคับ








การใช้คอมพิวเตอร์อย่างถูกวิธี




          ปัจจุบัน "คอมพิวเตอร์" กลายเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่คนทำงานอย่างเราไม่ใช้ ไม่ได้แล้ว ดังนั้นควรรู้วิธีการใช้คอมพิวเตอร์อย่างถูกต้องด้วย วันนี้เกร็ดความรู้มีเรื่องนี้มาฝากกัน...
          เริ่มจากแสงสว่างจากตัวคอมพิวเตอร์สามารถปรับให้เหมาะสมกับดวงตา จะปรับขนาดไหนไม่มีข้อกำหนด เพียงแต่จัดแสงให้ตาเรารู้สึกสบาย และ จะใช้สกรีนติดหน้าจอเพื่อลดความจ้าของแสงก็ได้ หรือลดแสงแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีน้อยมากจากจอ และสกรีนเหล่านี้ ก็มีขายตามท้องตลาดทั่วไป
          ส่วนการป้องกันไม่ให้ตาเมื่อยล้ากล้ามเนื้อ ปวดหลัง หรือแสบตา ก็ควรนั่งในท่าที่เหมาะสม และห่างจากจอคอมพิวเตอร์ประมาณ 20-30 นิ้ว สกรีน คอมพิวเตอร์ให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 20-26 องศา จัดเอกสารที่ต้องใช้ดูประกอบไว้ใกล้กับจอเครื่องคอมพิวเตอร์ จะได้ลดการส่ายศีรษะไปมามาก และลดการเปลี่ยนระยะการดูของตา ในระยะที่ต่างกันมาก
          อย่าให้มีฝุ่นเกาะจอคอมพิวเตอร์ ควรทำความสะอาดเสมอ พักสายตา พักอิริยาบถทุก ๆ 20 นาที เพื่อป้องกันตาเมื่อย กะพริบตาบ้าง ถ้ารู้สึกแสบตา หรือใช้น้ำตาเทียมหยดเป็นครั้งคราว
          จอภาพคอมพิวเตอร์ต้องโฟกัสชัดเจน ตัวหนังสือ ภาพในจอให้ปรับให้ชัดเสมอผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปี และจำเป็นต้องใช้แว่นอ่านหนังสือ ควรใช้แว่นอ่านหนังสือที่เหมาะสม และไม่ควรใช้แว่น 2 ชั้น หรือแว่นไม่มีชั้น เพราะจะทำให้ต้องเงยหน้าอ่านข้อความในจอตลอด ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้ปวดต้นคอเพิ่มขึ้นอีก
          จะใช้คอมพิวเตอร์ครั้งต่อไปก็อย่าลืมนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันดูได้

CPU รุ่นต่างๆ


 CPU รุ่นต่างๆ
Atom เป็น netbook โดดเด็นที่ มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ใช้งานได้นาน เหมาะสำหรับ ท่องเน็ตทุกที่ทุกเวลา ราคาเฉลี่ย 9000-20000  


celeron (แรงดันไฟต่ำ สัญญาณนาฬิกา 1.2-1.3) สุดไฮโซด้วย โน้ตบุ๊คขนาดเล็ก ในราคาย่อมเยาว์ ราคาเฉลี่ย 14000-20000

celeron (
แรงดันไฟมาตรฐาน)เหมาะสำหรับทำงานทั่วไป ดูหนังฟังเพลง ในราคาสุดประหยัด ราคาเฉลี่ย 14000-20000








15 วิธีการประหยัดพลังงานให้แบตเตอร์รี่โน้ตบุ๊ก

ครื่องโน้ตบุ๊กตัวโปรดของคุณจะกลายเป็นภาระอันใหญ่หลวงทันที ถ้าหากเราต้องมัวแต่วิ่งหาปลั้กไฟเพราะว่าแบตหมดก่อนเวลาอันควรเอาซะดื้อๆ ต่อ ไปนี้จะเป็น 15 วิธีการที่เราอยากจะแนะนำ เพื่อจะทำให้เครื่องโน้ตบุ๊กของคุณสามารถประหยัดพลังงาน และใช้งานแบตเตอร์รี่ของคุณเพิ่มเติมได้อีกหลายนาที
01 O&O Defrag
1. จัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสก์อย่างสม่ำเสมอ
ฮาร์ดดิสก์เป็นจุดที่ทำงานช้าและใช้พลังงานมากที่สุดจุดหนึ่งของเครื่องโน้ต บุ๊ก ยิ่งเราสามารถทำให้ฮาร์ดดิสก์ของเราทำงานได้ไวมากขึ้นเท่าไร ความต้องการที่จะใช้พลังงานก็จะน้อยลงเท่านั้น วิธีการหนึ่งที่ทำให้เครื่องทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอยู่เสมอ ก็คือการ Defragment หรือจัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสก์นั้นเอง โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนั้น หัวอ่านจะต้องคอยหมุนไปตามตำแหน่งต่างๆ ในดิสก์เพื่อหาไฟล์ที่เราต้องการให้เจอ การจัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสก์จะทำให้ไฟล์เรียงกันเป็นระเบียบ และลดภาระของหัวอ่าน ทำให้ประหยัดพลังงานและยืดอายุของฮาร์ดดิสก์ออกไปด้วย สำหรับการจัดเรียงนั้นง่ายมาก เราสามารถใช้โปรแกรมของ Windows ได้เลย หรือว่าจะหาโปรแกรมอื่นๆ มาใช้งานแทนก็ได้ ซึ่งแบบหลังจะได้โปรแกรมที่มีความสามารถในการจัดเรียงมากกว่า เช่น สามารถเรียงตามไฟล์ที่ใช้งานบ่อยๆ ได้ หรือว่าจัดเรียงแบบแยกตำแหน่งให้ ตัวอย่างโปรแกรมประเภทนี้ก็เช่น O&O Defrag หรือ Diskeeper แต่เราต้องบอกไว้ก่อนว่ายิ่งฮาร์ดดิสก์มีข้อมูลมากเท่าไร ก็ยิ่งเสียเวลาในการทำนานมากขึ้นเท่านั้น
สำหรับคนใช้เครื่อง Mac การจัดเรียงข้อมูลของฮาร์ดดิสก์อาจจะไม่จำเป็นมากนักเพราะการออกแบบระบบ OS X

10 เทคโนโลยีโดดเด่นปี 2010


1. Cloud Computing.

Cloud computing คือโมเดลที่ผู้ให้บริการ IT หลากหลายรูปแบบสามารถกำหนดวิธีการบริการสู่ลูกค้า ผู้ให้บริการจะทำ Cloud Computing ให้บริการกับลูกค้า (ผู้ประกอบการหรือผู้ให้บริการ ทำกับธุรกิจที่เป็นลูกค้า เป็น B2B) ได้มากขึ้น อ้างอิงข้อมูลจาก telecomjournal Cloud Computing เป็นการให้บริการโดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศร่วมกับอินเทอร์เน็ตเข้ามาใช้ เพื่อที่ส่งมอบการให้บริการให้กับลูกค้าได้เร็วที่สุด โดยผู้ให้บริการจะเตรียมระบบเครือข่ายของการให้บริการไว้สำหรับลูกค้าภายนอกโดยที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงระบบของผู้ให้บริการได้โดยผ่านอุปกรณ์ไอทีและการสื่อสารต่างๆ เช่น ไอโฟน (iPhone) PSP, BlackBerry หรือคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หรืออุปกรณ์ (Device) ใดๆ ก็ได้ที่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบอินเทอร์เน็ตได้ ก็สามารถใช้บริการนั้นได้
Cloud-based services สามารถที่จะประยุกต์ได้หลายทางที่จะใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาตัว application และ Solution แต่การใช้ cloud resources ไม่ได้ช่วยลดต้นทุนของ IT Solution แต่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริการต่างๆและลดการใช้บริการในส่วนอื่น ในทางเดียวกัน การใช้ cloud services enterprises จะมีหน้าที่มากขึ้นเหมือนกับ cloud providers และส่งต่อ application, information หรือ business process services ไปที่ลูกค้าหรือ Business Partner ของเรา